LIFESTYLE

โดย กองบรรณาธิการ M2F

06 ธันวาคม 2562 : 13:18 น.

The Farewell ภาพยนตร์ที่สร้างเสียฮือฮาให้กับเทศกาลภาพยนตร์ Sundance จากการได้รับคำชมอย่างล้นหลาม

ชื่อเรื่อง The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก

ประเภท Drama / Comedy

กำหนดฉาย 19 ธันวาคม 2019

The Farewell สร้างและจัดจำหน่ายโดยค่ายภาพยนตร์ A24 (Hereditary, Moonlight) ที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนอเมริกันเชื้อสายจีน และมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เรื่องราวเกี่ยวกับบิลลี่ นักเขียนสาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่ได้ทราบข่าวจากพ่อแม่ของเธอว่า ย่าของเธอที่อยู่ที่จีนนั้นป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายและมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ครอบครัวจึงจัดงานเลี้ยงรวมญาติขึ้น โดยที่ทุกคนต่างปิดเป็นความลับไม่ให้ย่าได้ล่วงรู้ถึงอาการของตน บิลลี่ที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม กำลังจะได้เรียนรู้วิถีชีวิต ความสัมพันธ์ ความต่างระหว่างโลกตะวันตก โลกตะวันออก และความหมายที่แท้จริงของคำว่า ครอบครัว

ผลงานการกำกับของ Lulu Wang ถ่ายทอดประสบการณ์จริงของชีวิตผ่านงานภาพยนตร์ ร่วมด้วยนักแสดงอย่าง Awkwafina จาก Crazy Rich Asians

เกี่ยวกับงานสร้าง

The Farewell เขียนบทและกำกับโดย ลูลู่ หวัง ที่ได้สร้างโลกความสมจริงในประสบการณ์ในเรื่องของครอบครัว เชิญชวนให้ผู้ชมได้ดำลึกเข้าสู่โลกที่งดงามและมีความเหนือจินตนาการเล็กน้อย เรื่องราวแก่นหลักคือคำถามที่ยังมีคำตอบไม่ชัดเจนนัก กับคำถามที่ว่า “มันโอเคหรือเปล่าที่เราจะสร้างคำโกหกมาเพื่อหลอกคนที่เรารัก” ในภาพยนตร์เรื่อง The Farewell บิลลี่ นำแสดงโดยนักร้องนักแสดงอย่าง อควาฟิน่า เป็นบทที่ซับซ้อนและจริงจังมากที่สุดบทหนึ่ง โลกของเธอกำลังกลับตาลปัตรเมื่อเธอถูกขอให้ร่วมมือในการสร้างเรื่องโกหกเกี่ยวกับชะตากรรมของอาม่าของเธอ แต่การสร้างคำโกหกนั้น ทำให้เธอได้เห็นคุณค่าของคำว่าครอบครัวอย่างที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน

มันเริ่มจากชีวิตของ บิลลี่ ศิลปินชาวนิวยอร์ค เธอแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศจีนเลย ทั้งๆ ที่มันเป็นสถานที่เกิดของเธอ ด้วยความที่เธอโตขึ้นมาท่ามกลางชาวตะวันตกอย่างประเทศอเมริกา เธอและพ่อแม่ของเธอได้เดินทางไปพบกับญาติๆ ที่ประเทศจีน เพื่อเคารพญาติผู้ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ที่ซึ่งทุกคนในครอบครัวต่างรวมตัวกันเพื่อ โกหกอาม่าว่าอาม่าจะไม่ตาย ทั้งๆ ที่อาม่าเหลือเวลาชีวิตอีกเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ทุกคนในครอบครัวต่างมารวมตัวกันโดยอ้างเหตุผลถึงการจัดงานกินเลี้ยงแต่งงาน ที่จัดขึ้นอย่างกะทันหันจนดูน่าแปลกใจ

สำหรับบิลลี่ บุคคลที่เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมอเมริกันชน ผู้ซึ่งมีความเป็นเอกเทศน์ มองเห็นการกระทำของคนจีนเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล ไร้ศีลธรรม เพราะมันคือการโกหก แต่เธอกลับต้องไปหาอาม่าในสถานะที่ไม่ปกติ เพราะเธอต้องโกหกอาม่า ทั้งๆ ที่เหตุผลเดียวที่เธออยากไปหาคือการได้ไปพบเพื่อการอำลาอาม่าเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อเธอถูกห้ามไม่ให้พูดความจริง เธอกลับรู้สึกว่านี่คือความอึดอัด บิลลี่ลำบากใจในการต้องกุมความลับ

นอกจากคำถามที่เป็นเรื่องราวแก่นหลักของ The Farewell แล้ว หนังยังเต็มเปี่ยมไปด้วยแง่คิดในเรื่องของครอบครัว อะไรที่เราควรปกปิดจากครอบครัว อะไรที่เราควรเปิดเผยให้ครอบครัวได้รับรู้ ครอบครัวคาดหวังอะไรในตัวเรา และสุดท้ายเราคาดหวังอะไรจากครอบครัวได้บ้าง

ลูลู่ หวัง ได้นำเสนอสิ่งเหล่านี้ในลักษณะของภาพยนตร์ที่ไมได้หนักอึ้งจนเกินไป แต่มันกลับอ่อนโยนจนทำให้เราได้เห็นอารมณ์อันอ่อนไหวของความเป็นครอบครัว และความประสาทเสียจากการรวมญาติที่คุณแทบจะทนไม่ไหว แต่ในทางกลับกัน คุณจะลืมพวกเขาไม่ลงเช่นกัน

หวัง กล่าวว่า “ธีมของหนังเรื่องนื้คือเรื่องราวการโกหกภายในครอบครัว หรือ เรื่องราวความลับต่างๆ ที่ทำเหมือนกับเป็นอุปสรรคของหนังเรื่องนี้ จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่ปัญหาอย่างที่หลายคนคิดว่ามันเป็น ในเรื่อง The Farewell ฉันไม่ได้อยากให้หนังมาบ่งชี้ว่าการโกหกมันไม่ดี ตัวละครนี้ดี หรือ อีกคนไม่ดี ฉันไม่ได้ต้องการแบบนั้น ฉันไม่ได้ต้องการให้มีตัวร้ายในเรื่อง สำหรับฉัน มันเป็นเรื่องราวของ ภาษารักที่แตกต่างกัน เราจะแสดงออกถึงความรักได้อย่างไร ในวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกัน

ออกไปแต่ละที่ ความต่างนี้มันได้สร้างการสื่อสารที่ผิดพลาดในครอบครัวยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีทั้งสองวัฒนธรรมควบคู่กันอยู่ แต่สิ่งต่างๆ ที่เราได้สื่อสารไปนั้นแท้จริงแล้ว มันออกมาจากสิ่งๆ เดียวกัน นั่นคือ ความรัก การที่เขาไม่ได้แสดงออกถึงความรักในแบบที่เราอยากได้เห็น มันไม่ได้หมายความว่าเขาจะไมได้รักเรา ในบางครั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดในครอบครัวของเรา คือบางสิ่งที่เราไม่ได้พูดมันออกมา”

คำโกหกที่เกิดขึ้นจริง

คำบรรยายแรกของภาพยนตร์เรื่อง The Farewell คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากคำโกหกที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ กับ ลูลู่ หวัง ในช่วงปี 2013 ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงของการเริ่มตัดต่อภาพยนตร์เรื่องแรกของเธออย่างเรื่อง Posthumous ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาม่าของเธอได้ส่งผลกระทบกับสภาพจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก

เธอได้ทราบข่าวเรื่องอาม่าของเธอ ที่อาศัยอยู่ที่เมือง ฉางชุน ในประเทศจีน อาม่าได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ของเธอว่าเป็นมะเร็งเฉียบพลันและรุนแรงมีผลถึงขั้นเสียชีวิต สัญชาตญาณแรกของเธอคือการต้องรีบติดต่อไปหาอาม่าโดยเร็วที่สุด แต่เธอกลับต้องหยุดชะงักเมื่อน้าของเธอและพ่อแม่ของเธอตัดสินใจที่จะปกปิดความลับเรื่องอาการป่วยของอาม่าไม่ให้อาม่ารู้ เรื่องราวมันจึงเริ่มก่อตัวความวุ่นวายขึ้น

หวัง ได้เรียนรู้ว่าครอบครัวของเธอเชื่อว่าการส่งอาม่าแบบให้อาม่ามีความสุข รายล้อมไปด้วยครอบครัวที่รักเธอ และการไม่ต้องรับรู้ความจริงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอาม่า แต่สำหรับหวังแล้ว เธอกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เธอคิดว่าการเก็บความลับเอาไว้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับอาม่า การพูดความจริงเป็นแก่นหลักสำคัญของคำว่าครอบครัวไม่ใช่หรือ เราต่างควรมีตัวเลือกสำหรับการจากไปของตัวเอง แล้วอีกอย่างการโกหกแบบนี้จะสำเร็จได้อย่างไร ลูลู่ จะตีหน้าไม่รู้ แสร้งทำตัวมีความสุขต่อหน้าอาม่าที่กำลังจะเสียชีวิตลงได้อย่างไร

ทุกสิ่งอย่างดูแปลกประหลาดไปเสียหมด แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะไม่ให้ครอบครัวทะเลาะกัน เธอตกลงที่จะแสร้งทำ และเก็บความลับเรื่องอาม่าเอาไว้ แต่เมื่อเธอได้มาถึงเมืองจีนจริงๆ เธอกลับได้พบสิ่งต่างๆ มากกว่าที่คาดคิดไว้ แม้ว่าเธอจะรักอาม่า และลำบากใจแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้ ได้ทำให้เธอประหลาดใจและคาดไม่ถึง “ตลอดเวลาที่ฉันอยู่ที่จีน ฉันได้พบกับคำถามมากกว่าคำตอบ” หวัง กล่าว “ฉันค้นพบว่าฉันได้เจอแรงบันดาลในการที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นได้ฟัง สถานการณ์ของชีวิตจริงที่สนุก และเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ฉันเกิดการตั้งคำถามว่าเราจะจัดการชีวิตของเราเองย่างไรให้เข้าได้กับสภาพครอบครัวในยุคปัจจุบัน แล้วก็เกิดคำถามในเรื่องส่วนตัว อย่างประสบการณ์ของการเป็นชาวจีนสัญชาติอเมริกันที่ต้องพบเจอกับวัฒนธรรมของโลกที่ต่างกัน”

คาแรกเตอร์ของ บิลลี่ นั้นเหมือนกันกับ หวัง เพราะเธอนั้นเกิดที่จีนแล้วออกจากปักกิ่งเมื่ออายุได้ 6 ปี จากนั้นก็ไปเติบโตที่ไมอามี่ แล้วก็เริ่มเข้าสู่วิถีของอเมริกันชน

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอกลับไปที่ปักกิ่ง เธอได้เปลี่ยนไปทั้งความคิดและการกระทำ การได้กลับมาที่ปักกิ่งรอบนี้ได้ทำให้เธอรู้สึกไม่เข้าพวกอย่างรุนแรง ความทรงจำที่เก็บรักษาไว้ ไม่เหลืออีกต่อไป เธอได้กลายเป็นคนนอก ความเป็นอเมริกันชนทำให้เธอเข้ากับที่นี่ไม่ได้ เป็นเพราะว่าเธอต้องแบกรับคำโกหกอันใหญ่โต รวมไปถึงการที่ต้องอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมจีนแบบเก่าซึ่งขัดต่อโลกในปัจจุบันของชาวตะวันตก

เมื่อเธอได้กลับมา เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องของเธอผ่านรายการวิทยุชื่อดังอย่างรายการ This American Life แต่เธอยังรู้สึกยังเล่าได้ไม่เพียงพอ เธออยากจะอธิบายความหมายที่ลึกซึ้งให้ได้มากกว่านี้ เธอจึงเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา

อควาฟิน่าเริ่มจริงจัง

ในนานๆ ที เราจะได้เห็นความมหัศจรรย์ของการแสดงที่ยอดเยี่ยม และ สิ่งนั้นมันได้เกิดขึ้นกับ อควาฟิน่า เมื่อเธอเริ่มแยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับการแสดง อควาฟิน่าเป็นที่รู้จักจากการเป็นนักร้องเพลงแร็พ หลังจากนั้นไม่นานเธอได้เริ่มเส้นทางการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s 8 และเรื่อง Crazy Rich Asians อย่างไรก็ตามเธอนั้นยังไม่เคยได้รับบทดราม่าหนักๆ และ บุคลิกของเธอที่ออกไปแนวบ้าบอนั้นต่างจากตัวละครของบิลลี่อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม อควาฟิน่ากลับเข้าใจตัวละครของบิลลี่ได้อย่างถ่องแท้ แล้วเธอนั้นสามารถสวมบทบาทบิลลี่ได้อย่างง่ายดาย

มันมีบางอย่างในตัวละครของบิลลี่ และ อควาฟิน่า ที่มีความคล้ายคลึงกัน อควาฟิน่าเกิดและโตในย่าน ควีนส์ นิวยอร์ค เธอได้ถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณย่า เพราะว่าแม่ของเธอได้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตเมื่อเธออายุได้เพียง 4 ขวบเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงเข้าใจบทของภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความที่เธอเป็นคนอเมริกัน-จีน และความรักที่เธอมีให้ต่อคุณย่า สำหรับ ลูลู่ หวัง เมื่อเธอได้เห็นอควาฟิน่าในเทปการคัดเลือกนักแสดง (ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นเธอยังไม่ได้โด่งดัง) ทำให้เธอมั่นใจมากว่าบทนี้เหมาะกับ อควาฟิน่าที่สุด

“ฉันไม่ได้มองหาคนที่สามารถแสดงความตลกขบขันและแสดงความดราม่าได้ดีแค่นั้น แต่ฉันมองไปถึงบุคคลที่สามารถถ่ายทอดภาษาและความซับซ้อนในตัวของบิลลี่ได้” ลูลู่ หวัง กล่าว “อควาฟิน่านั้นมีความเป็นคนอเมริกันสูงมาก แต่เธอกลับพูดภาษาจีนกลางได้ เธอเป็นคนที่ตลก แต่ขณะเดียวกันก็มีความลึกซึ้งในบางอารมณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกของคุณที่มีต่อปู่ย่านั้นต้องคือคุณต้องรักพวกท่านจริงๆ”

อควาฟิน่า กล่าวถึงการแสดงครั้งนี้ของเธอว่า “ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน และเอาจริงๆ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันสามารถทำมันได้” เธอกล่าว “ในขณะเดียวกันมันก็เป็นความท้าทายที่มีความหมายมากเกินกว่าที่ฉันคาดเดาไว้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนอเมริกันเชื้อสายเอเซีย ที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับย่าของเธอ แต่ฉันต้องยอมรับว่าแม้กระทั่งตอนถ่ายทำฉันไม่คิดว่าฉันจะทำมันได้ ฉันแค่รู้สึกอยากขอบคุณ ลูลู่ หวัง ที่เห็นบางอย่างในตัวฉัน และ เธอก็เชื่อมั่นในตัวฉัน”

ความเชื่อมั่นของหวังนั้นเป็นไปตามสัญชาตญาณ “ฉันรู้สึกว่าสิ่งเดียวที่รั้งอควาฟิน่าไว้คือความกลัว ดังนั้นหน้าที่หลักของฉันคือการทำให้เธอรู้สึกสบายใจให้ได้มากที่สุด” ลูลู่ กล่าว “เธอทำให้ฉันเซอร์ไพรส์ได้เสมอ เมื่อเธอเดินทางมาถึงเมืองจีน เธอได้สลัดภาพความเป็นอควาฟิน่าที่ทุกคนรู้จัก ทิ้งออกไปจนหมด และได้กลายมาเป็นบิลลี่ที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อน เธอมีทั้งความเป็นคาแรกเตอร์แบบการ์ตูนนิดๆ แต่ก็ยังคงไว้ด้วยความสมจริงและดูเป็นมนุษย์มาก การแสดงออกทางสีหน้านั้นยอดเยี่ยม แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เธอไม่พูดอะไรเลย เธอก็ยังสามารถทำมันได้ดี”

อควาฟิน่าบอกว่ารายละเอียดในการแสดงต่างๆ ของเธอนั้น มาจากการที่เธอจินตนาการตัวเองให้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับบิลลี่ “ฉันถามตัวเองอยู่เสมอว่าถ้าฉันรู้ว่าย่ากำลังจะตายและฉันไม่ได้รับอนุญาตให้พูดออกไป ฉันจะแสดงออกยังไง นั่นคือสิ่งที่บิลลี่แสดงออกมา สำหรับฉันแล้ว บิลลี่จะต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่างของโลกสองใบอยู่เสมอ ความสงสัยสับสนว่าตนเองมีความเป็นอเมริกัน หรือชาวเอเชียกันแน่ เธอจะต้องไว้อาลัยหรือจะต้องเฉลิมฉลอง หรือว่าจะพูดในสิ่งที่ใจคิดหรือพยายามที่จะปล่อยวาง”

อควาฟิน่ากล่าวถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวว่า “ทุกๆ ครอบครัว ในทุกๆ วัฒนธรรมนั้น ต่างมีความแตกต่างและทุกคนกุมความลับเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ มันคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในชีวิตของมนุษย์เรา หนังเรื่องนี้นำเสนอวัฒนธรรมจีนที่เราแทบจะไม่เคยเห็นในหนังฮอลลีวูด แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะมาจากวัฒนธรรมไหนก็ตาม คุณจะรู้สึกได้ถึงความรักและความขัดแย้งอยู่ในทุกครอบครัว คุณจะหัวเราะไปกับพวกเขา และคุณจะร้องไห้ไปกับพวกเขา”

สิ่งที่สำคัญที่สุดของอควาฟิน่า ในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นไม่ใช่เรื่องของความต่างในวัฒนธรรม แต่เป็นสิ่งที่เธอได้รับจากอาม่า “สำหรับฉัน สิ่งที่สวยงามที่สุดของเรื่องนี้คือ ความรักและความหวังดีจากผู้สูงอายุ ผู้เป็นเสาหลักของบ้าน ความรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่เราได้รับ และความเป็นห่วงเป็นใยของท่านที่พยุงครอบครัวของเราไว้ให้อยู่ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น”

ภาษาได้กลายมาเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับอควาฟิน่า แม้ว่าอควาฟิน่าจะรู้จักทั้งภาษาจีนกลาง และ จีนกวางตุ้ง (แม่ของเธอเป็นคนเกาหลี, ย่าของเธอมาจากจีนปักกิ่ง ส่วนพ่อของเธอก็มีเชื้อสายมาจากจีนใต้) เธอกลับไม่ได้มองว่าตัวเองเชี่ยวชาญในภาษาจีนเลย “ฉันเคยไปอยู่ที่ปักกิ่ง มาหนึ่งปีเต็ม เมื่อฉันอายุได้ 18 ปี ฉันสมัครเข้าคลาสสอนภาษา แต่อาม่าของฉันกลับไม่เข้าใจภาษาจีนที่ฉันพูดเลยสักคำ” เธอกล่าวติดตลก “นี่เป็นเหตุผลที่ฉันกลัวที่จะมาแสดงหนังที่ฉันต้องพูดภาษาจีน”

อย่างไรก็ตาม อควาฟิน่า ได้ลงเรียนคลาสสอนภาษาอีกครั้งก่อนที่จะเปิดกล้องถ่ายทำ แล้วเธอมีโค้ชภาษาส่วนตัวตลอดเวลาเมื่ออยู่ในฉากที่ถ่ายทำ จึงทำให้เธอสามารถสวมบทบาทบิลลี่ได้อย่างมั่นใจ “การที่อควาฟิน่าสร้างผลงาน และ ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครบิลลี่ บุคคลที่สามารถสื่อสารได้สองภาษานั้นมหัศจรรย์มากๆ” โปรดิวเซอร์อย่าง แดเนียล เมเลีย กล่าว

ครอบครัวของบิลลี่

ในขณะที่การคัดเลือกนักแสดงมารับบทบิลลี่นั้นสำคัญมาก แต่การคัดเลือกครอบครัวนั้นก็เป็นสิ่งท้าทายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อมาถึงการคัดเลือกนักแสดงที่จะมารับบทอาม่า ที่เป็นงานหินที่สุด เหตุผลก็เพราะว่า ตัวละครอย่างอาม่านั้นมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับ ลูลู่ หวัง ไม่ว่าจะคัดใครมาก็ตาม เขาจะต้องมีความคลิกกันกับผู้กำกับของเรา

หลังจากที่คัดเลือกอย่างเคร่งเครียด เพราะกำหนดการถ่ายทำเริ่มเข้าใกล้เข้ามาทุกที ในที่สุด ลูลู่ หวัง ก็รู้สึกสะดุดกับการแสดงของ จ้าว ชูเซิน เธอโด่งดังในละครโทรทัศน์ในจีนแต่ไม่เคยได้มีโอกาสในงานภาพยนตร์ต่างชาติเลย

“ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้รู้จัก จ้าว ชูเซิน” ลูลู่ หวัง กล่าว “ตอนที่ทีมคัดเลือกนักแสดงได้ส่งชื่อเธอเข้ามาให้ฉัน ฉันก็เริ่มเข้าไปดูผลงานเก่าๆ ของเธอ ฉันรู้ทันทีเลยว่า คนนี้แหละใช่เลย ทั้งหน้าตาและบุคลิกนั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นอาม่าได้ชัดเจนมาก อีกทั้งเธอยังมีความอ่อนโยนในตัวที่ฉันรู้สึกว่าสำคัญกับบทอาม่า และเธอยังมีความจุ้นจ้าน จอมบงการ แข็งกร้าว ได้พร้อมกัน จ้าว ชูเซิน สามารถผสมผสานทุกสิ่งให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี”

เมื่อตอนถ่ายทำการตัดสินใจยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก “ทันทีที่ จ้าว ชูเซิน ได้พบกับย่าและน้าของฉันจริงๆ เมื่อพวกท่านมาเยี่ยมเยียนฉันที่กองถ่าย ทั้งย่าของฉัน และ จ้าว ต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม และเรียกคำว่าพี่สาวกันตั้งแต่พบหน้า” หวัง กล่าว “ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างมันใช่ไปหมด ฉันรู้สึกได้จริงๆ ว่า อควาฟิน่า กับ จ้าว ชูเซิน นั้นเป็นเหมือนเป็นอาม่าและหลานกันจริงๆ”

ส่วนตัวละครอื่นๆ ในครอบครัวของบิลลี่ มาจากนักแสดงที่ต่างมีประสบการณ์ระดับนานาชาติมาแล้วทั้งนั้น อย่าง ไซ หม่า นักแสดงฮ่องกง ที่แสดงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องรวมไปถึงหนังเรื่อง Rush Hour และ Arrival ที่มารับบทพ่อผู้มีจิตใจดีของบิลลี่

“เมื่อ ไซ หม่า ได้เจอกับฉันเป็นครั้งแรก และ เราได้พูดคุยกันถึงบทหนัง เขาเริ่มที่จะเรียกฉันว่า ลูกสาว ดังนั้นเราต่างรู้กันดีว่านั่นหมายความว่า เขาพร้อมที่จะแสดงหนังเรื่องนี้จริงๆ” หวัง กล่าว “เขามีเสน่ห์มาก แถมยังมีอารมณ์ขัน แล้วก็ชอบยิงมุขที่เราๆ คุ้นเคยจากพ่อของเรา แต่นัยน์ตาเขานั้นมีความเศร้าเจือปนอยู่ ถ้าให้เปรียบเทียบ ฉันคิดว่าเขาคือ บิล เมอร์เรย์ ในฝั่งนักแสดงจีนอเมริกัน”

หม่า ได้มีโอกาสใช้เวลากับพ่อที่แท้จริงของหวังในการเตรียมพร้อมรับบท “หม่าได้รู้จักและสนิทกับพ่อของฉันอย่างรวดเร็วซึ่งเมื่อการถ่ายทำเสร็จลง หม่าได้รู้เรื่องราวของพ่อฉันที่บางทีฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย” หวัง กล่าวติดตลก

ส่วนในบทแม่ของบิลลี่นั้น เจียน รับบทโดยนักแสดงชาว จีน-ออสเตรเลีย อย่าง ไดอาน่า ลิน ชีวิตส่วนตัวของเธอเคยผ่านประสบการณ์การเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองไปสู่ประเทศออสเตรเลียเมื่อสมัยที่เธอยังเด็ก ดังนั้นคาแรกเตอร์ของเธอจึงผ่านจุดที่เรียกว่าต้องมีภาวะความนิ่ง มั่นคง เพื่อให้ชีวิตผ่านวิกฤติมาได้ ในบทนี้ที่เธอเป็นแม่ที่ต้องประคับประคองครอบครัวของเธอ ในช่วงที่ครอบครัวต้องผ่านภาวะความเศร้าโศก เสียใจ เธอจึงสามารถถ่ายทอดมันได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุด

“ฉันมองหาคนที่มีความฉลาดเฉลียว และ มีความแข็งกระด้างในตัว แต่ก็ต้องเป็นคนที่มีความรู้สูงมาก ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับ ไดอาน่า เพราะจริงๆ แล้วเธอหน้าเหมือนแม่ฉันมากทีเดียว เธอมีจังหวะการแสดงที่น่าสนใจ และ เธอเข้าใจตัวละครอย่างชัดเจน” หวังกล่าว สำหรับ อควาฟิน่าแล้ว ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญกับเธอมากเช่นกัน “ไดอาน่าได้เปรียบเหมือนแม่แท้ๆของฉันจริงๆ ฉันรู้สึกว่าฉันใกล้ชิดกับเธอมาก” เธอกล่าว

หนึ่งในตัวละครที่สนุกมากในการคัดเลือกคือนักแสดงอย่างลุงของบิลลี่ ผู้ที่เป็นพ่อของเจ้าบ่าวของงานแต่งที่กำลังจะจัดขึ้น เขามีซีนที่จะต้องกล่าวบนเวทีที่ค่อนข้างซีเรียสมาก การกล่าวสุนทรพจน์นั้นสามารถทำให้งานแต่งนี้กร่อยลงไปได้เลย นักแสดงที่ได้รับบทนี้คือ เจียง ยองโบ “เขาส่งเทปออดิชั่นในฉากบทพูดสะท้อนอารมณ์ของงานแต่งงาน แล้วมันดีมากเสียจนฉันต้องเลือกเขา” หวัง กล่าว “เขาบอกฉันว่าเขาไม่เคยรับเล่นหนังเรื่องไหนเลย ถ้าเขาไม่เคยเจอผู้กำกับตัวต่อตัวมาก่อน เขาพูดอีกว่า ถ้าคุณไว้ใจเขา เขาจะไม่ทำให้ฉันต้องผิดหวัง แล้วเขาก็ทำได้แบบนั้นจริงๆ”

การสร้างภาพและความรู้สึกต่อภาพยนตร์เรื่อง The Farewell

สำหรับภาพยนตร์ที่ฉากถ่ายทำนั้นอยู่แค่ในห้องแคบๆ และฉากในฮอลล์ใหญ่เพียงฉากเดียวเท่านั้น แต่กับภาพยนตร์เรื่อง The Farewell ได้สร้างงานภาพที่แข็งแรงและบรรยากาศที่โดดเด่น ภาพที่เกิดขึ้นเป็นภาพที่ชัดเจนที่อยู่ในหัวของลูลู่หวังตั้งแต่เริ่มแรกในการใส่ถ้อยคำลงไปในบทภาพยนตร์ “ฉันรู้ตั้งแต่แต่แรกว่าโทนหนังของฉันนั้นจะสามารถสำเร็จได้ด้วยการใช้แสงไฟ” เธอกล่าว “ฉันรู้ว่าฉันอยากใช้ไฟฟลูออเรสเซ้นส์ ที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในจีน มันเป็นแสงไฟที่ไม่ได้ทำให้เราสบายใจ แล้วบ้านส่วนใหญ่ก็ใช้หลอดไฟแบบนี้ เพราะหลอดไฟแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย มันไม่มีหลอดไฟแบบสลัวๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความโรแมนติกเลยสักที่ในประเทศนี้

หลอดไฟได้กลายมาเป็นการถ่ายทอดความหมายของภาพยนตร์เมื่อแสงของมันแสดงให้เห็นถึงความหนาวและความกระอักกระอ่วน แต่กลายเป็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นสามารถเอาชนะความเยือกเย็นให้กลายมาเป็นความอบอุ่นและความผูกพันอันใกล้ชิดได้ “ความย้อนแย้งในสีภาพและความสัมพันธ์ในเรื่องราวคือความแตกต่างที่ฉันชอบและอยากเอามันมาเล่า”

การได้มาซึ่งสไตล์โทนภาพของภาพยนตร์ ลูลู่ หวัง ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ผู้กำกับภาพที่เป็นผู้หญิงเช่นเดียวกันอย่าง แอนนา ฟรานเคสซ่า โซลาโน่ และ ผู้กำกับศิลป์อย่าง ยอง ออก ลี

“แอนนา เป็น ผู้กำกับภาพที่เน้นงานของการเล่าเรื่อง” หวัง กล่าว “เธอเป็นคนที่มีความรู้เรื่องภาพยนตร์สูงมาก เราสามารถพูดคุยกันได้ตั้งแต่ผลงานของ ไมค์ ลี ไปจนถึง โคเร-เอดะ ไปจนถึง รูเบน ออสลัน และ ฉันรักการที่เธอเป็นคนถ่ายภาพสไตล์แบบยุโรป เธอไม่เคยถ่ายงานด้านภาพยนตร์คอมิดี้มาก่อนเลย ซึ่งมันก็น่าตื่นเต้นมาก เราทั้งคู่ต่างมีไอเดีย ในการจะถ่ายทำเฟรมภาพอย่างไรเมื่อมันถึงซีนตลก เราได้สื่อสารกันตลอดเวลาว่าเราจะสื่อสารภาพถึงความอบอุ่นของครอบครัวนี้ได้อย่างไร แล้วทุกคนในภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทอดอารมณ์ของตัวเองออกมาได้อย่างไร ซึ่งทุกคนจะมีพื้นที่ของตัวเองในการถ่ายทอดแสดงออกถึงความรักที่มีต่ออาม่า”

อีกหนึ่งไอเดียที่หวัง และ โซลาโน่ ให้ความสำคัญคือเรื่องของการสร้างเฟรมขนาดภาพ เพื่อสื่อสารการรวมตัวของครอบครัว “สิ่งหนึ่งที่แอนนาต้องทำคือการแบ่งแยก มื้ออาหารแต่ละมื้อ ออกจากกัน ซึ่งแต่ละมื้อจะมีความแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ชิดของครอบครัว” หวังกล่าว “อย่างเช่น การรวมกันนั่งทานอาหารในครั้งแรกที่ ฉางชุน เราจะใช้เลนส์ที่ยาวกว่าปกติ เพื่อที่จะได้ภาพแห่งความโดดเดี่ยว และ แตกแยกกันของตัวละครแต่ละตัว ในขณะที่อาม่ากำลังตื่นเต้นกับงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้น แต่ทุกคนกลับกังวลเกี่ยวกับความลับที่ไม่อยากเปิดเผยให้อาม่ารู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปในซีนหลังจากนี้”

ในฉากแรกเราได้ใช้เลนส์ในมุมกว้างเพื่อเก็บภาพ เราจึงได้เห็นเฟรมครอบครัวทั้งหมดในเฟรมเดียว “โดยปกติแล้ว เฟรมภาพมุมกว้างมักจะใช้ถ่ายวิวทิวทัศน์เสียมากกว่า แต่ฉันอยากให้ใช้มุมกว้างในการจับภาพครอบครัวเพื่อให้เห็นสีหน้า ท่าทางของทุกคนในภาพเดียว แล้วเมื่อเรากลับมาใช้กล้องมุมแคบเพื่อจับภาพบิลลี่ เราจะสามารถเห็นถึงความแปลกแยกของบิลลี่ได้อย่างชัดเจน” หวัง กล่าว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถ่ายทำที่เมืองฉางชุน เมืองจริงที่อาม่าอาศัยอยู่ เมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในจังหวัดจี๋หลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน “ตอนแรกเราไปสำรวจเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ เพราะว่าพวกเขามีความพร้อมในการถ่ายทำภาพยนตร์” หวัง กล่าว “แต่สุดท้ายแล้ว เราก็กลับไปเลือกที่ฉางชุนอยู่ดี เพราะเมืองเล็กๆ แห่งนี้ มันมีความรู้สึกที่แปลกแตกต่างจากเมืองอื่นๆ และในซีนงานแต่งงาน สถานที่ถ่ายทำก็เป็นห้องจัดเลี้ยงที่ฉางชุนเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เดียวกันนี้ก็เป็นที่แต่งงานของลูกพี่ลูกน้องของฉัน มันเลยทำให้การจินตนาการภาพชัดเจนเพราะมันเกิดขึ้นจริงๆ กับฉัน ในที่แห่งนี้มาแล้ว”

หวังกลับไปที่สหรัฐ เพื่อเริ่มงานตัดต่อ โดยเธอได้ร่วมงานกับ ไมเคิล เทย์เลอร์ และ แมทท์ ฟรีดแมน “การตัดต่อมันเป็นเรื่องของจังหวะ” เธอกล่าว “ไมเคิล ได้ตัดต่อดราฟท์แรกได้อย่างยอดเยี่ยมในแบบที่ฉันจินตนาการไว้ เพียงแต่มันยาวไปนิด เมื่อแมทท์เข้ามา เขาได้สร้างเวอร์ชั่นที่ตัดให้เหลือเฉพาะส่วนที่สำคัญกับเรื่องจริงๆ เขาพูดคุยกับฉันในทุกฉากทุกตอน ทำให้ฉันได้เรี่อง ตามแบบที่ฉันต้องการ ในแบบฉบับที่กระชับและสดใหม่ที่สุด”

The Farewell เป็นเรื่องที่ผสมผสานกันระหว่างความเศร้าโศก เสียงหัวเราะ และเรื่องราวหวานขม จนกระทั่งมันพุ่งไปสู่จุดไคลแมกซ์ ที่นำมาซึ่งคำถามที่ว่า คำว่า “farewell หรือคำลา” ที่แท้จริงแล้ว มันคือ สิ่งที่บิลลี่อยากพูดกับอาม่า หรือ จริงๆ แล้ว มันคือคำลาจากสิ่งที่เธอคาดหวังในภาพของครอบครัวและชีวิตที่ต้องการกันแน่

จากผลลัพธ์ของการโกหก ตอนนี้บิลลี่ต้องตั้งคำถามอีกครั้งว่า จากที่เคยมองการโกหกเป็นสิ่งที่ผิด ทำไมตอนนี้มันถึงกลับเป็นส่วนช่วยในการรักษาของอาม่า หวังบอกเพิ่มเติมว่าทุกคนในครอบครัวต่างมีคำอธิบายที่แตกต่างกันถึงเหตุผลที่อาม่าอยู่ได้อีกหลายๆ ปี ทั้งๆ ที่การวินิจฉัยจากหมอคาดการณ์ว่าอาม่าจะเสียในเวลาอันใกล้ “ฉันคิดเสมอว่ามนุษย์เราจะสามารถหาเหตุผลมาซัพพอร์ททางเลือกของเราเสมอ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม” หวัง กล่าว

“มันถึงจุดที่ฉันไม่แคร์แล้ว ว่าสิ่งที่แต่ละคนเลือกจะผิดหรือถูก” เธอกล่าว “สำหรับฉัน เรื่องนี้มันเป็นเรื่องราวของการยอมรับและการทำความเข้าใจ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเราจะต้องมีความมั่นใจต่อเหตุผลของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่าคนอื่นก็มีเหตุผลของพวกเขาเองเช่นกัน”

อควาฟิน่า ก็มองเรื่องนี้ไปสองทางเช่นกัน “ฉันรู้สึกทั้งคู่” เธอกล่าวยอมรับ “เรื่องมันพาให้เราไปพบกับคำถามว่าเราจะโกหกดีมั้ย มันมีสองทางเลือก แต่เราก็ไม่รู้จะเลือกทางไหนอยู่ดี ตอนที่ฉันเล่นบทบิลลี่ ฉันเข้าใจถึงความวิตกที่ต้องกุมความลับไว้ และอดกลั้นตัวเองเพื่อที่จะไม่เปิดเผยความจริงออกมา แต่ขณะเดียวกันการโกหก ก็ส่งผลดีให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนเช่นกัน แล้วมันก็นำไปสู่ประโยคที่ว่า ถ้าเราไม่รู้ เราไม่ผิด นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดและทุกคนสามารถแบ่งความเห็นออกไปสองทางได้ มันไม่มีทางไหนถูก และมันไม่มีทางไหนผิด เราแค่คิดต่างกันเท่านั้นเอง”

บริษัทจัดจำหน่าย โมโนฟิล์ม

อำนวยการสร้าง เอ็ดดี้ รูบิน (Love and Honor)

ควบคุมงานสร้าง คริส ไวซ์ (About a Boy, American Pie)

มาร์ค เทอร์เทิลโทบ (Little Miss Sunshine, Loving)

กำกับ / เขียนบท ลูลู่ หวัง (Posthumous)

แสดงนำ อควาฟิน่า (Crazy Rich Asians, Ocean’s 8)

WORK & LIFE

'ไทยเบฟ' เปิดแคมเปญสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม

ไทยเบฟ ผนึกพลังคู่ค้าอีสานให้บริการลูกค้าอย่างมีความรับผิดชอบ เปิดแคมเปญพร้อมก่อนเสริฟ-พร้อมก่อนดื่ม มั่นใจลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากเหตุเมาไม่ขับ

4 สิ่งที่ควรมีก่อนอายุ 40

ใครที่เริ่มเข้าสู่เลข 4 หรือวัย 40 กันอย่างเต็มตัว ก็คงถึงเวลาที่เราต้องเริ่มใส่ใจกับรายละเอียดในชีวิตอย่างจริงจัง ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เข้าวัยกลางคนโดยสมบูรณ์

ข่าวที่น่าสนใจ