สร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวคืบ 88% คาดโซนสายไหมเสร็จภายในสิ้นปี ยกเป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบแก่สำนักงานเขตอื่นๆ ต่อไป
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) คลองลาดพร้าว บริเวณท่าเรือชั่วคราววัดบางบัว ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. มีความยาว 2 ฝั่งคลอง รวมทั้งสิ้น 45.3 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 8 สำนักงานเขต ได้แก่ เขตวังทองหลาง ห้วยขวาง ลาดพร้าว จตุจักร บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และสายไหม สำหรับพื้นที่โครงการก่อสร้างที่ส่งมอบแล้ว ความยาว 23,086 ม. ยังไม่ได้ส่งมอบ ความยาว 22,214 ม. ปัจจุบันสามารถดำเนินการตอกเสาเข็มได้ 25,805 ต้น จากทั้งหมด 60,000 ต้น ภาพรวมทั้งโครงการรวม 8 เขต คืบหน้า 88%

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.คลองลาดพร้าว มีบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในแนวพื้นที่โครงการทั้งหมด 3,761 หลัง โดยยินยอมเข้าร่วมโครงการ 3,350 หลัง ไม่ยินยอมเข้าร่วมโครงการ 411 หลัง ปัจจุบันสามารถดำเนินการรื้อย้ายบ้านได้แล้ว 1,564 หลัง ยังไม่ได้รื้อย้ายอีก 1,786 หลัง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเขตในพื้นที่โครงการ ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของส่วนรวมและประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเพิ่มพื้นที่ในการรองรับน้ำได้มากขึ้น สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.คลองลาดพร้าว ทั้งหมด 8 สำนักงานเขต พบว่าในพื้นที่เขตสายไหมมีบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในแนวพื้นที่โครงการทั้งหมด 10 ชุมชน จำนวน 762 หลัง ซึ่งประชาชนในชุมชนได้ให้ความร่วมมือในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกไปเกือบหมดแล้ว คาดว่าโครงการก่อสร้างในพื้นที่เขตสายไหมจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ โดยจะเป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบในการพัฒนาคลองลาดพร้าวแก่สำนักงานเขตอื่นๆ ต่อไป

“อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าวนั้น ไม่ใช่เพื่อการป้องกันน้ำท่วมและการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อต้องการให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองลาดพร้าว ได้มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งผลให้สภาพแวดล้อมรอบตัวดีขึ้น ปราศจากมลพิษน้ำเน่าเสีย ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง” รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวในตอนท้าย
